ใจ อึ๊งภากรณ์ : วิจารณ์บทสัมภาษณ์ เกษียร เตชะพีระ ‘วิกฤตหลัง 26 กุมภาฯ’

March 6th, 2010 VA No comments

ใจ อึ๊งภากรณ์

 

บทวิจารณ์บทสัมภาษณ์ เกษียร เตชะพีระ ใน ‘มติชน’ ฉบับวันที่ 1 มีนาคม 2553 หลังคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 26 กุมภาฯ

บทสัมภาษณ์อาจารย์เกษียร เตชะพีระ ใน ‘มติชน’ มีข้อดีหลายประการคือ อธิบายว่า คำตัดสินของศาลในคดีทักษิณเป็นเรื่องที่แยกออกไม่ได้จากการทำรัฐประหาร 19 กันยา คือเป็นการให้ความชอบธรรมกับรัฐประหารดังกล่าว อ.เกษียรพูดว่า “ถ้าไม่ยึดเลย เท่ากับทำลายความชอบธรรม ว่าที่ทำมาตลอด 4-5 ปี มันขี้หมาทั้งหมด หลอกทั้งเพ” ชัดเจนมาก และมีการอธิบายต่อไปว่า การทำรัฐประหารเพื่อแก้ปัญหาคอร์รับชั่น ไม่ใช่แนวทางที่ถูก และเสี่ยงกับการนำไปสู่การทำลายความชอบธรรมทั้งปวงของระบบศาล อย่างที่เราเห็นในเรื่องสองมาตรฐานเกี่ยวกับการยึดสนามบินของฝ่ายพันธมิตรฯ ฯลฯ

ที่จริงแล้ว ถ้าจะว่าการทำรัฐประหาร 19 กันยา ‘เสี่ยง’ กับการทำลายความชอบธรรมของศาล ผมว่ามันทำลายไปนานแล้ว และศาลไทยไม่เคยมีความชอบธรรมในสายตาพลเมืองที่เป็นกรรมาชีพและคนจนเลย เพียงแต่ว่าคนไทย รวมถึง อ.เกษียรเอง ไม่มีเสรีภาพที่จะวิจารณ์ศาลอย่างที่เขาทำได้ในประเทศประชาธิปไตย เพราะศาลมีกฎหมายหมิ่นฯไว้บังคับความจงรักภักดี เหมือนกฎหมายหมิ่นกษัตริย์

อ. เกษียรพูดถูกเมื่อเสนอว่า เรา “ไม่สามารถพูดได้เต็ม 100% เกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของรัฐบาลคุณทักษิณ” ใช่เลยและผมก็เป็นหนึ่งในหลายคนที่วิจารณ์นโยบายละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคใต้และสงครามยาเสพติดสมัยนั้น และเราปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐบาล ไทยรักไทย เคยพยายามครอบงำสื่อ

แต่ในขณะเดียวกัน การเสนอโดย อ.เกษียร ว่า รัฐบาลทักษิณ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งและเสียงข้างมากของประชาชน เป็น ‘ทรราชย์’ ไม่สมเหตุสมผล การที่ไม่สมเหตุสมผล ไม่ใช่เพราะรัฐบาลนั้นไม่ได้โหดร้ายทารุณ เพราะมีความโหดร้ายทารุณในกรณีละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่มันไม่สมเหตุสมผล เพราะรัฐบาลเอาออกได้ ผ่านการเลือกตั้งในกระบวนการประชาธิปไตย และเราเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลได้อีกด้วย เพราะไม่ได้มีการห้ามการประท้วง เซ็นเซอร์สื่อ หรือใช้กองกำลังปราบปรามพร้อมกฎหมายเผด็จการหลายชุด อย่างที่เราเห็นในกรณีรัฐบาล คมช. หรือรัฐบาลอภิสิทธิ์ปัจจุบัน

ปัญหาของการวิเคราะห์ของ อ.เกษียรมาจากกรอบมุมมองประเภท ‘ชนชั้นนำ’ และกรอบมุมมองแบบ ‘พคท.’ (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) ที่เสนอว่าการปฏิวัติทุนนิยมในไทยยังไม่สมบูรณ์

แนวคิดแบบชนชั้นนำ เป็นกระแสหลักในวิชาการไทยมานาน ตั้งแต่สมัยที่มีการเสนอเรื่อง ‘รัฐข้าราชการ’ ที่เน้นแต่บทบาททางสังคมของคนชั้นสูง โดยไม่พิจารณาบทบาทของคนส่วนใหญ่ในสังคมเลย สำนักคิดนี้ในไทยเติบโตมาจากงานของ Fred Riggs[1] ในยุคเผด็จการสฤษดิ์ ที่เสนอว่าไทยเป็นรัฐข้าราชการ และคนส่วนใหญ่ในสังคมไม่สนใจและไม่มีบทบาททางการเมือง งาน ‘สองนคราประชาธิปไตยไทย’ ของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ก็คล้อยตามแนวนี้พอสมควร เพราะมองว่าคนจนในชนบทคิดเองไม่เป็น

อ.เกษียร เป็นส่วนหนึ่งของปัญญาชนไทยที่มีจุดยืนทำนอง “ผมไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารโดยหลักการ แต่ ไม่รู้จะจัดการกับ ‘ทรราชย์ทักษิณ’ อย่างไรนอกจากการทำรัฐประหาร 19 กันยา” มันเป็นการสนับสนุนรัฐประหารในรูปธรรมเพราะมองไม่ออกว่ามีทางเลือกอื่น และ อ.เกษียรก็ไม่เสนอทางเลือกอื่นเลย แต่ในขณะเดียวกันมันเป็นการฟอกตัวให้ดูขาวสะอาด

การเชื่อว่า “ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรัฐประหาร ๑๙ กันยา” มาจากความเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่เลือก ไทยรักไทย ‘เข้าไม่ถึงข้อมูล’ (โง่) ‘ถูกครอบงำจนต้องพึ่งพาทักษิณ’ (ไม่มีวุฒิภาวะ) และ ‘ไม่ได้เลือก ไทยรักไทย อย่างเสรี’ (คิดเองไม่เป็น) แต่ความจริงมันตรงข้าม มีการพิสูจน์แล้วพิสูจน์อีกในการเลือกตั้งหลายรอบ และพิสูจน์ต่อในลักษณะการจัดตั้งและเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวเองเพื่อประชาธิปไตย โดยไม่ได้อาศัยการจ้างมาโดยเงินทักษิณ แต่พวกเสื้อเหลืองก็พูดเหมือนนกแก้วว่าคนเสื้อแดงเป็นแค่เครื่องมือของทักษิณ และนักวิชาการจำนวนมากมองว่าตนเองมีวุฒิภาวะมากกว่าประชาชน

การที่คนอย่าง อ.เกษียรไม่เชื่อว่าเราสามารถเอารัฐบาลทักษิณออกด้วยวิธีประชาธิปไตย ก็เพราะหมดความศรัทธาในการสร้างพรรคการเมืองของประชาชนชั้นล่างหลังการล่มสลายของ พคท. ซึ่งความคิดแบบนี้เป็นกระแสเดียวกับการเปลี่ยนจากการเชื่อมั่นในมวลชนคนชั้นล่าง และหันไปตั้งความหวังใน ‘ผู้ใหญ่’ ซึ่งเกิดขึ้นในขบวนการ เอ็นจีโอ และทั้งๆ ที่ อ.เกษียรไม่สบายใจกับการตั้งความหวังกับผู้ใหญ่และมองว่ามันมีปัญหา แต่เขาไม่มีข้อเสนอว่าจะแก้ไขสถานการณ์แบบนี้อย่างไรเป็นรูปธรรม นอกจากการโทษคนไทยด้วยกัน ถ้าเราจะแก้ปัญหานี้เราต้องทำงานจัดตั้งและทำงานเคลื่อนไหวพร้อมๆ กับการเป็นนักวิชาการ ซึ่งไม่ง่านและอาจเห็นผลช้า แต่เป็นเรื่องจำเป็น

การที่คนเสื้อแดงจำนวนมาก ‘รักทักษิณ’ หรือ ‘สู้เพื่อปกป้องทักษิณ’ เพราะเห็นชอบกับนโยบาย ไทยรักไทย ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็น ‘ลูกน้องทักษิณ’ และ ‘สู้ตามคำสั่งและเงินของทักษิณ’ แต่อย่างใด และมันไม่ได้หมายความว่าเขา ‘แค่สู้เพื่อทักษิณ’ เพราะเราจะเห็นว่าคนเสื้อแดงสู้เพื่อ ‘ประชาธิปไตยแท้’ และ ‘ต้านอำมาตย์’ ด้วย เป็นเรื่องดีที่ อ.เกษียรไม่ได้มองแบบตื้นเขินและกลไกเหมือนพวกเสื้อเหลือง เพราะเขาเสนอว่า “ถึงที่สุด ผมไม่เชื่อว่า ทักษิณคุมเสื้อแดง” แต่ในขณะเดียวกัน อ.เกษียรยังให้ความสำคัญไม่พอกับ ‘ลักษณะการเป็นประชาสังคมเพื่อประชาธิปไตย’ ของคนเสื้อแดง เขาไม่พูดถึงข้อแตกต่างที่เสื้อแดงมีกับพันธมิตรฯ ซึ่งในกรณีพันธมิตรอาจนำตนเองบ้างแต่ประเด็นสำคัญคือสู้เพื่อเผด็จการและระบบอำมาตย์ เสื้อแดงกับเสื้อเหลืองไม่ใช่พลังประชาชนที่แค่อยู่ฝ่ายตรงข้าม เพราะฝ่ายหนึ่งสู้เพื่อประชาธิปไตยและอีกฝ่ายสู้เพื่ออำมาตย์ ทั้งๆที่เสื้อแดงก็ไม่ใช่เทวดา เป็นแต่ประชาชนธรรมดาที่อาจผิดพลาดกันได้

การวิเคราะห์ของนักวิชาการที่อาศัยกรอบแนว ‘สตาลิน-เหมา’ ของ พคท. เสนอว่า ไทยเป็น ‘กึ่งศักดินา’ เพราะการปฏิวัตินายทุนยังไม่สมบูรณ์ อ.เกษียรและคนอื่นมองว่าความขัดแย้งที่นำไปสู่รัฐประหาร ๑๙ กันยาว่าเป็นความขัดแย้งระหว่าง ‘นายทุนโลกาภิวัตน์สมัยใหม่’(ทักษิณ) กับ ‘ทุนเก่าจากระบบกึ่งศักดินาของอำมาตย์’[2] มันเป็นมุมมองที่เสนอการปฏิวัตินายทุนและขั้นตอนของประวัติศาสตร์ในลักษณะกลไก เป็นการสวมประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ 18 ในยุโรปทับสถานการณ์บ้านเมืองในไทยปัจจุบัน มีการพยายามแสวงหาการปฏิวัติในไทยที่มีรูปแบบเหมือนการปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 และเมื่อหาไม่เจอ ก็สรุปว่ายังไม่ได้เกิดขึ้นหรือยังไม่สำเร็จโดยสมบูรณ์ ยิ่งกว่านั้นมันเสี่ยงกับการสร้างนิยายว่านายทุนบริสุทธิ์สมัยใหม่หรือแนวเสรีนิยมส่งเสริมประชาธิปไตย

หลัง ค.ศ. 1848 ชนชั้นนายทุนในยุโรปได้ประนีประนอมกับอำนาจขุนนางเก่า ซึ่งอ่อนแอลงเนื่องจากการขยายตัวของทุนนิยม ดังนั้นชนชั้นนายทุนสามารถครองอำนาจได้โดยไม่ต้องปฏิวัติแบบเก่าอีก และที่สำคัญคือการปฏิวัติแบบ 1789 ในฝรั่งเศสเสี่ยงต่อการที่ชนชั้นล่าง โดยเฉพาะกรรมาชีพในเมือง จะตื่นตัวร่วมปฏิวัติและจะเดินหน้าโค่นล้มนายทุนไปด้วย อย่างที่เกิดในรัสเซียในปี 1917 นี่คือสาเหตุที่ คาร์ล มาร์คซ์ มองว่านายทุนหลัง 1848 เป็นชนชั้นที่ขี้ขลาดไม่กล้านำการปฏิวัติ ในประเทศด้อยพัฒนา(ในยุคนั้น)อย่าง เยอรมัน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ไทย ชนชั้นปกครองเก่าทำการปฏิวัติเอง เพื่อเปิดทางให้ทุนนิยมพัฒนาเต็มที่ และแปลงตัวเป็นนายทุน สิ่งนี้เกิดในไทยในช่วงรัชกาลที่ ๕ และศักดินาก็หมดไป

สำนักคิด สตาลิน-เหมา ที่ พคท. ใช้ในการวิเคราะห์สังคมไทย เป็นแนวคิดที่มองว่าประเทศด้อยพัฒนายังเป็น ‘กึ่งศักดินา-กึ่งเมืองขึ้น’ อยู่ ทั้งนี้เพื่อเสนอว่าการต่อสู้ขั้นตอนต่อไปในประเทศเหล่านี้ต้องเป็นขั้นตอน ‘ประชาชาติประชาธิปไตย’ หรือขั้นตอน ‘สถาปนาทุนนิยม’ นั้นเอง มันเป็นทฤษฏีที่สร้างความชอบธรรมกับการทำแนวร่วมระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับชนชั้นนายทุนรักชาติ ซึ่งในภายหลังมีการตีความต่อไปว่าควรทำแนวร่วมกับทักษิณ ‘เพื่อต่อต้านศักดินา’

อย่างไรก็ตาม ทักษิณ ยืนยันอยู่ตลอดว่าเขารักและจงรักภักดีต่อกษัตริย์ เหมือนกับที่กลุ่มทุนใหญ่ในยุโรปก็อ้างความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ของเขา ไม่ว่าจะอังกฤษหรือฮอลแลนด์ ฯลฯ ประเด็นคือสถาบันกษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ของ ‘ความชอบธรรม’ ในการอนุรักษ์ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นที่ ‘มอบลงมาจากพระเจ้า’ หรือ ‘เป็นลักษณะดั้งเดิมของไทย’ ที่ฝ่าฝืนไม่ได้

อ.เกษียร พูดว่า “หัวใจของทุนนิยมคือกรรมสิทธิ์ แต่คำตัดสินวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ได้พาดเข้าไปกลางหัวใจทุนนิยม กล่าวคือ เมื่อถึงจุดหนึ่ง รัฐสามารถเข้าไปยึดทรัพย์สินของเอกชนได้ เหมือนเชือดไก่ให้ลิงดู” แต่อำมาตย์เป็นนายทุนเหมือนทักษิณ และไม่มีวันต้องการทำลายระบบทุนนิยมและกรรมสิทธิ์ปัจเจก

แนวคิดแบบนี้มองข้ามลักษณะการเป็นนายทุนสมัยใหม่ของเครือข่ายอำมาตย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพฯ บริษัทซีพี ฯลฯ ซึ่งอยู่ในเครือข่ายอำมาตย์ เป็นทุนโลกาภิวัตน์สมัยใหม่ และเป็นทุนไทยข้ามชาติมาก่อนที่ทุนทักษิณจะเจริญเติบโตอีกด้วย แนวเศรษฐศาสตร์การเมืองของอำมาตย์ โดยเฉพาะของรัฐบาลทหารตั้งแต่สมัยสฤษดิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ปัจจุบัน คือแนวเสรีนิยมกลไกตลาดสุดขั้ว เขาปล่อยวางไม่ยอมใช้รัฐพัฒนาสังคมอย่างเป็นระบบ ไทยจึงเหลื่อมล้ำสูงและกรุงเทพฯจึงมีปัญหาจราจรที่ไม่ยอมแก้ พรรคประชาธิปัตย์และนักวิชาการเสื้อเหลืองโจมตีการใช้งบประมาณของรัฐสมัยทักษิณ เพราะ ‘ขัดกับวินัยทางการคลัง’ และ ‘สร้างระบบอุปถัมภ์’ ศัพท์เสรีนิยมทั้งสิ้น รัฐธรรมนูญปี 50 ของ คมช. เพิ่มการเน้นนโยบายกลไกตลาดเสรี และพิสูจน์ให้เห็นว่า เศรษฐกิจพอเพียง ไปได้สวยกับทิศทางกลไกตลาดเสรี ในขณะเดียวกัน รัฐบาลทักษิณใช้ทั้งเสรีนิยมกลไกตลาด และรัฐพัฒนาเศรษฐกิจ (แนวเคนส์รากหญ้า) ซึ่งเรียกกันว่าแนวเศรษฐกิจ ‘คู่ขนาน’

แนวความคิดเรื่อง ‘ทุนใหม่’ กับ ‘ทุนเก่า’ ที่สืบรากมาจากการวิเคราะห์ของ พคท. แต่ถูกใช้โดยคนที่ปฏิเสธ พคท. นั้นไม่ตรงกับข้อมูลในโลกจริง เป็นมุมมองของคนที่ขี้เกียจมองออกไปข้างนอก

ความขัดแย้งหลักระหว่างอำมาตย์กับทักษิณจึงไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่าง ‘ทุนเก่า’ ในลักษณะกึ่งศักดินา กับ ‘ทุนใหม่’ ในลักษณะทุนสมบูรณ์แบบโลกาภิวัตน์สมัยใหม่ แต่ความขัดแย้งเกิดจากแนวร่วมระหว่างนักการเมืองทุนนิยมในรูปแบบทักษิณ กับ พลเมืองจำนวนมากที่ยากจน

ปัญหาคือ อ.เกษียร มองว่าแนวร่วมนี้มีลักษณะ ‘ทักษิณจูงคนจน’ มากกว่าการเป็นแนวร่วมระหว่างกลุ่มพลังสองกลุ่ม ถ้ามันเป็นแค่ทักษิณจูงคนจนมันจะไม่เป็นแนวร่วมเลย แต่ อ.เกษียรพูดว่า ‘นโยบายเอื้ออาทรก็อุ้มคนเหล่านี้’ เหมือนอุ้มเด็กทารกที่สู้เองไม่ได้

ข้อขัดแย้งกับอำมาตย์คือแนวร่วมนี้มีพลังจากทักษิณและรากหญ้าพร้อมกัน คู่แข่งที่เป็นกลุ่มอำนาจเก่าหรือคนที่เคยครองอำนาจการเมืองมานาน ไม่สามารถแข่งกับอำนาจทางการเมืองแบบนี้ได้ เพราะทักษิณสามารถปลุกใจพลเมืองไทยรากหญ้าให้กล้ามีสิทธิ์มีเสียง ในขณะที่กลุ่มอำนาจเก่าเคยชินกับการปกครองสั่งลงมาอย่างเดียว และสาเหตุที่ทักษิณสมารถนำการต่อสู้ของคนชั้นล่างในรูปแบบผิดเพี้ยนแบบนี้ได้ ก็เพราะความอ่อนแอของฝ่ายซ้ายตั้งแต่การล่มสลายของ พคท. ถ้าคุณไม่วิเคราะห์แบบชนชั้นและไม่ให้ความสำคัญกับมวลชนรากหญ้าเพียงพอ คุณจะมองไม่เห็นภาพนี้ และคุณจะอัมพาตทางการเมือง เลือกข้างประชาชนที่ต้องการประชาธิปไตยไม่ได้

นักวิจัยพบว่า การงีบหลับช่วงบ่ายจะช่วยให้สมองเรียนรู้ และจดจำได้ดีขึ้น

March 2nd, 2010 VA No comments

ผลการวิจัยที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่าการนอนพักผ่อนช่วงสั้นๆ ช่วยให้สมองประมวลความจำได้ดีขึ้น และผลการศึกษาชิ้นใหม่ ของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์แสดงว่า การงีบหลับในช่วงบ่าย จะช่วยฟื้นฟูความสามารถของสมอง ในการเรียนและจดจำข้อมูลได้ ทั้งนี้เพราะสมองคนเรา สามารถเรียนรู้และจดจำข้อมูลได้ไม่เท่ากัน ตลอดทั้งวัน และส่วนของสมองที่ใช้บันทึกความจำหรือ Hippocampus อาจจะเต็มหรือเกิดอาการล้าได้ คล้ายๆ กับกล่องรับข้อความ

นักวิจัยได้ทดลองให้กลุ่มตัวอย่างซึ่งมีอายุเฉลี่ย 21 ปีงีบหลับราว 90 นาทีตอนบ่ายสองโมง ผลปรากฎว่าเมื่อมีการทดสอบความจำในช่วงเย็น สมองของกลุ่มที่ได้งีบหลับสั้นๆ นี้สามารถจดจำข้อมูลได้ดีกว่า กลุ่มที่ไม่ได้นอนพักผ่อนราว 10 เปอร์เซ็นต์ และนักวิจัยหวังว่า ความรู้เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ สำหรับกลุ่มคนสูงอายุซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับการจำข้อมูล

แม้วโอดใจสลาย ฮึดสู้เวทีโลก วอนแดงอย่าทิ้ง

March 2nd, 2010 VA No comments

วันที่ 1 มี.ค. เวลา 20.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จัดรายการ ทอล์ค อะราวด์ เดอะ เวิลด์ ซึ่งออกอากาศทางเว็บไซต์ ทักษิณไลฟ์ (www.thaksinlive.com) ว่า วันนี้มาด้วยหัวใจสลาย แต่เข้มแข็งพอ ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาต้องงดโฟนอิน เพราะกลัวว่า จะโกรธแล้วไม่ดี เนื่องจาก ตนเป็นคนหัวใจเนื้อ ทำมาหากินเหงื่อไม่ทันจะแห้ง มาปล้นเอาเงินตนไป แล้วยังบอกว่าเงินนั้นไปปล้นมา อย่างนี้น่าเจ็บใจ เงินทั้งหมด เป็นเงินที่หามาทั้งชีวิต วันนี้ การปฏิวัติยังไม่จบ เพราะหัวหน้าคณะปฏิวัติยังไม่ไปไหน เพียงแต่เปลี่ยนหุ่นเชิด ปฏิวัติเงียบ เป็นการปฏิวัติที่ต่อเนื่อง และ ยาวนานที่สุด และ ใช้เครื่องมือทุกอย่างที่มีอยู่

“วันนี้เหมือนเด็ก ที่สั่งว่าอยากได้อย่างนี้ให้ไปเอามา โดยไม่คำนึงถึงหลักนิติรัฐ และ หลักนิติธรรม วันนี้ ไม่อยู่ในเวทีประเทศไทยแน่นอน ผมไม่ผิด ผมจะสู้สู่เวทีโลก เรื่องนี้อย่าว่าผม ผมจะเอาวิธีการทำงานของศาลไปให้โลกได้รู้ ลูกผู้ชายฆ่าได้หยามไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำกับผมมันหยามมากไป อย่างนี้เรียกว่าปิดประตูตีแมว แต่แมวไม่อยู่ในประเทศ เรื่องนี้ไปสู่สากลแน่นอน และเมื่อขึ้นเวทีสากล ผมจะขอพม่า มาเป็นพยานเรื่องปล่อยเงินกู้ให้พม่า ตอนนี้ยังไม่พอ เพราะกำลังจะมาเล่นเรื่องภาษีลูกของผมอีก บอกว่าเงินในบัญชีลูกของผม เป็นของผม และยึดไปหมดแล้ว อย่างนี้จะแกล้งกันให้ถึงที่สุด เพราะตั้งธงให้ผมหมดตัว แต่แน่นอน คือ ผมไม่มีที่พึ่งในประเทศไทยได้แล้ว งานนี้ถูกรังแก และไม่ได้รับความยุติธรรม จึงขอสาปแช่งคนที่กลั่นแกล้ง และรังแก ซึ่งผมไม่ได้ชั่วอย่างที่คิด” อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุ

“วันนี้ มีคนถามผมว่า จะอุทธรณ์หรือไม่ ผมก็บอกว่าความหวังมีอยู่บ้าง ตอนนี้ คิดกันอยู่ว่า จะทำอย่างไร และ ในประเทศไทย ยังมีช่องความยุติธรรมหลงเหลืออยู่หรือไม่ เพราะมีเวลาอีก 30 วัน แต่ถ้าหมดแล้วจะไปสู้เวทีสากล วันนี้ ยังประณามผมต่อเนื่อง คนอย่างผมยิ่งโดนยิ่งสู้ ขอให้คิดให้ดีว่าจะเอาผมต่อไหวหรือไม่ แต่ถ้าผมยังโดนรังแกอยู่อย่างนี้ ประกาศไว้เลยว่า ถ้าแผ่นดินไม่กลบหน้า ผมไม่เลิกสู้” พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงเหตุระเบิดที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ว่า อีกเรื่องคือเวลามีเหตุเกิดขึ้น ชอบยัดให้ตนกับเสื้อแดง ตอนนี้ตนไม่มีศักยภาพ มีแต่หัวใจเนื้อๆ ที่เหลืออยู่เท่านั้น ขอฝากไปยัง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า วันนี้อย่าพูดมาก ให้ทำงาน วันนี้พี่น้องโทร.มาให้กำลังใจตน แต่ถ้าเห็นใจตนขอให้ วันที่ 14 มี.ค. ออกมาให้มาก

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ในครอบครัวต่างคนต่างถูกกดดัน หลังคดียึดทรัพย์ ต้องให้กำลังใจ สู้กันต่อไป ถ้าเปรียบเป็นชาวเล ตอนโดนสึนามิก็หมด แต่จะนั่งเสียใจไปตลอดคงไม่ได้ ต้องต่อสู้ เพราะยังต้องกิน ต้องใช้ เสียใจได้ช่วงสั้น ๆ ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ต่อไป ให้กำลังใจกัน นั่งเสียใจต่อไปไม่มีประโยชน์ ทำร้ายตัวเองเปล่าๆ ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพต่อไป ย้อนกลับไปได้รู้ว่า เล่นการเมืองแล้ว เป็นแบบนี้ คงไม่เข้ามา ไม่นึกว่า จะโหดร้ายขนาดนี้ ทำงานให้ประชาชนมากไป แต่ต้องบอกประชาชนว่า อย่าเพิ่งทิ้งตน ถ้าทิ้งไปตอนนี้ตายคาที่แน่ ขอให้ร่วมกันสู้ต่อไป ให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่เช่นนั้นไม่มีทางเลย 

พ.ต.ท.ทักษิณ  กล่าวด้วยว่า ส่วนที่คนเสื้อแดงนัดชุมนุมใหญ่นั้น เป็นการส่งสัญญาณว่า ประชาชนไม่มีความสุขกับภาวะไร้ประชาธิปไตย ทำมาหากินลำบาก ประชาชนขาดความเชื่อถือ ถึงบอกให้ยุบสภา ให้เลือกตั้งใหม่ จะได้รู้ว่าประชาชนคิดอย่างไร หากได้กลับมาเป็นรัฐบาลจะสง่างาม เสื้อแดงจะไม่มีความชอบธรรมในการร้องเรียนอีก เรื่องการเมืองเคยบอกว่าจะจบก็จบได้ เมื่อไม่จบ ก็รุนแรงต่อไป

ThaksinliveRadio 02/26/10

February 27th, 2010 VA No comments

ทักษิณ ถ้าโกงจริงขอให้ตาย

February 26th, 2010 VA No comments

ถ้าโกงจริงขอให้ตาย

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่งดำเสียงเครือขอโทษ คุณหญิงพจมาน และ ลูก ที่ดื้อดึงเข้าสู่การเมือง สาบานโกงจริงขอให้ตายภายใน 3 วัน 7 วัน แต่หากไม่ใช่ “ดาบนั้นคืนสนอง”…

พ.ต.ท.ทักษิณ ​ชินวัตร แต่งชุดดำ วีดีโอลิงค์ ถึงกลุ่มผู้ให้การสนับสนุน หลัง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินยึดทรัพย์  46,000 ล้านบาท จากทั้งหมด 76,000 ล้านบาท ด้วยเสียงสั่นเครือ กล่าวหาว่า การยึดทรัพย์ในครั้งนี้ ว่า มีผู้อยู่เบื้องหลังคอยกำกับ ซึ่งตนก็ได้ทำใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า ไม่ว่าอย่างไรตนเองก็คงโดนแน่ เพียงแต่จะโดนอย่างไรเท่านั้น

และตนเองก็เพิ่งจะรู้ในครั้งนี้เองว่า การเป็นนายกรัฐมนตรีทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ทรัพย์สินประเทศเพิ่มขึ้น ไม่เห็นจะมาแบ่งตนเอง แต่พอหุ้นบริษัทครอบครัวขึ้นก็มาบอกว่าตนเองโกง แล้วก็ยึด ทั้งๆ ที่ ราคาหุ้นนั้นขึ้นลงตามสภาพเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ตนเองไม่เข้าใจมากว่า ในเมื่อราคาหุ้นขึ้นเป็นเพราะว่าตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี มาโกงให้บริษัทตนเอง แล้วที่เหลือในตลาดหลักทรัพย์ ราคาหุ้นไม่ได้ขึ้นเหมือนของบริษัทครอบครัวตนเองหรือ

และในช่วงที่มีการพูดถึงการแต่งชุดดำในครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีเสียงสั่นเครืออย่างชัดเจน ได้กล่าวว่า การแต่งชุดดำในครั้งนี้ เพื่อไว้อาลัยให้กับความดื้อดึงของตนเอง ที่ไม่ยอมเชื่อ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยา กับ ลูก ๆ ที่คัดค้านไม่ให้ตนเองเข้าเล่นการเมือง เพราะทั้งคุณหญิง และ ลูก ๆ ได้บอกกับตนเองตั้งแต่แรกแล้วว่า การเมืองมันวุ่นวายสับสนเป็นเศรษฐีอยู่แล้ว ก็ควรจะใช้ชีวิตให้สบาย ๆ ดีกว่า ซึ่งตนเองก็ขอกล่าวคำขอโทษต่อลูก ๆ ด้วยที่ดื้อ จนทำให้ครอบครัวลำบากมาจนถึงทุกวันนี้

ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้กล่าวถึงกลุ่มคนเสื้อแดงว่า ขอให้ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยและความยุติธรรมต่อไป และตนเองเชื่อว่า คงจะมีคนเสื้อแดงโกรธแค้นแทนตนเอง จากคำตัดสินดังกล่าว แต่ตนอยากจะขอบอกว่าโกรธได้ แต่อย่าใช้ความรุนแรง และต้องใช้สติ เพื่อไม่ให้เป็นเหตุให้รัฐบาลใช้กำลังเข้าปราบปราม

และในช่วงท้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ประกาศยืนยันว่า ตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ และไม่เคยคิดคดโกงบ้านเมืองและทำงานไปตามหน้าที่ทั้งระบบ ตนเองตั้งแต่เป็นเด็กก็ไม่เคยแม้แต่จะคิดที่จะลอกข้อสอบใคร และก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องโกง เพราะตนเองมีหลักทรัพย์มาตั้งแต่ก่อนที่จะเป็นนักการเมือง ซึ่งหากตนเองโกงจริงอย่างที่มีการกล่าวหาก็ขอให้ตนเองมีอันเป็นไปภายใน 7 วัน 10 วัน แต่ถ้าหากตนไม่ได้โกงจริง ก็ฝากโคลง 4 บาท นี้ไว้ “ธรณีนี่นี้เป็นพยาน เราก็ศิษย์มีอาจารย์อยู่บ้าง เราผิดท่านประหารเราชอบ เราบ่ผิดท่านมาล้าง ดาบนั้นคืนสนอง” ซึ่งตนขอยืนยันว่า จะแสวงหาความยุติธรรมให้กับตนเองต่อไป ไม่ว่าจะอยู่ในสวรรค์หรือนรก ในประเทศไทย หรือ นอกประเทศ  เพราะสำหรับตนเอง ณ วันนี้ ถือว่าไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างเต็ม ๆ

“ณัฐวุฒิ”ยันแดงไม่ป่วนแม้”แม้ว”ถูกยึดทรัพย์ เดินหน้าล้มอำมาตย์ เสธ.แดงลั่นไม่ยอมรับคำตัดสินนำทีมสู้

February 26th, 2010 VA No comments
“ณัฐวุฒิ”ยันแดงไม่ป่วนแม้”แม้ว”ถูกยึดทรัพย์ เดินหน้าล้มอำมาตย์ เสธ.แดงลั่นไม่ยอมรับคำตัดสินนำทีมสู้
เสธ.แดงประกาศไม่ยอมรับคำตัดสิน ลั่นนำทีมสู้เมื่อนปช.พลาดแล้วพลาดอีก ขณะเสื้อแดงอีกส่วนยึดถนนพระราม4หน้าพรรคเพื่อไทย แจกใบปลิวแจกคดียึดทรัพย์ทำรถติดหนักถึงหน้าวัดหัวลำโพง

 

“ณัฐวุฒิ”ยันแดงไม่ป่วน หาก”แม้ว”ถูกตัดสินยึดทรัพย์

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กล่าวถึงองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจำนวน 9 คน อ่านคำพิพากษาในคดีที่อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติและได้มาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจำนวน 76,621,603,061.05 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน ว่า ไม่ว่าผลของคดีจะออกมาอย่างไร กลุ่มคนเสื้อแดงจะไม่เคลื่อนไหว หากชนะคดีก็จะไม่จัดเลี้ยงฉลอง หรือหากแพ้คดีก็จะไม่ออกมาสร้างสถานการณ์ใดๆ ทั้งนี้ อยากฝากรัฐบาลว่าอย่ากระหยิ่มยิ้มย่อง หากมีการยึดทรัพย์ก็ไม่ใช่ชัยชนะของใคร ตรงข้ามจะเป็นความพ่ายแพ้ของสังคม และเป็นข้อกังขาถึงกระบวนการยุติธรรมไทย

“แต่สำหรับคนเสื้อแดง ชัยชนะคือการล้มระบอบอำมาตย์ หลังจากนี้ แกนนำระดับภาคต่างๆก็จะหารือเพื่อกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวต่อไป” นายณัฐวุฒิกล่าว
 

 

“เสธ.แดง”ประกาศตัวนำ”เสื้อแดง”สู้เอง

 
ที่ท้องสนามหลวง เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 26 ก.พ. พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ข้างเวทีแดงสยาม ที่ท้องสนามหลวง ถึงการอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า ตอนนี้ประชาชนคนเสื้อแดงไม่สนใจคำพิพพากษาที่มีขึ้นในวันนี้  เพราะเชื่อว่า กระบวนการยุติธรรมไม่ยุติธรรม พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่า เงินที่ได้มาอย่างบริสุทธิ์ แต่รัฐบาลชุดนี้ได้มาโดยไม่ถูกต้องต้องตามกฎหมาย ใช้รัฐธรรมนูญโจร โดยมีทหารหนุนหลัง ดังนั้น ประชาชาชนสีแดงจึงไม่เชื่อในความบริสุทธิ์ จึงไม่มีใครคิดจะมารอฟังคำตัดสิน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ปชช.จะไม่ยอมรับคำตัดสินเพราะถือว่า เป็นการปล้นทรัพย์ไม่ใช่ยึดทรัพย์

 

“ทักษิณ จะสู้จนกว่าแผ่นดินจะกลบหน้า วันนี้เป็นการประณีประนอมที่สุดแล้ว ต่อไปจะไม่มีการแย่งชิงอีก ส่วนการชุมนุมใหญ่ของนปช. ในวันที่ 12 มี.ค. พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เกี่ยวข้องอีกต่อไป ถือเป็นเรื่องของนปช. แต่ถ้าให้มาถึงเสธ.แดง จะมันส์กว่านี้ร้อยเท่า” เสธ.แดงกล่าวและตอบคำถามว่าจะลงมาสู้เองเมื่อไหร่ว่า เมื่อนปช.พาคนเสื้อแดงพลาดแล้วพลาดอีก

 

ขณะที่บรรยากาศ การชุมนุมของกลุ่มแดงสยาม ที่ท้องสนามหลวงนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเริ่มแดดร่มลมตก  กลุ่มคนเสื้อแดงก็เริ่มทยอยมาจองพิ้นที่หน้าเวที ขณะที่บนเวทียังไม่มีการปราศรัย มีแต่การเปิดเสียงคำพิพากษาที่ถ่ายทอดสดจากศาลฎีกา

 

“เสธ.แดง”โผล่สนามหลวงแจมเวที”แดงสยาม”

 

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.15 น. พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ได้เดินทางมาถึงสนามหลวง และปรากฎตัวบริเวณเวทีของกลุ่ม”แดงสยาม” โดยมีกลุ่มเสื้อแดงเข้าไปรุมล้อมขอลายเซ็นและถ่ายรูปคู่กันอย่างคึกคัก ส่วนกลุ่มเสื้อแดงที่ชุมนมุในบริเวณศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้แยกย้ายเดินทางกลับไปแล้ว

 

แดงยึดพระราม4 ลงถนนแจกใบปลิวแจงคดียึดทรัพย์”แม้ว”

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 ก.พ. กลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 300 คนที่มารอฟังการอ่านคำวินิจฉัยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถนนพระราม 4  ได้ร้องเพลงให้กำลังใจกันเป็นระยะๆ ระหว่างที่ศาลฎีกาอ่านคำฟ้อง โดยได้นำรถเครื่องขยายเสียงมาจอดไว้ริมถนนหน้าพรรคเพื่อไทย
นอกจากนี้ยังมีผู้สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ จำนวนหนึ่ง ยึดถนนพระราม 4 บริเวณหน้าที่ทำการพรรคเพื่อไทย แจกจ่ายเอกสารชี้แจงคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้กับผู้ขับรถสัญจรผ่านไปมา จนทำให้การจราจรบริเวณดังกล่าวติดขัดจนถึงแยกวัดหัวลำโพง

“ทักษิณ” คำพิพากษายึดทรัพย์จากหุ้นที่เพิ่มขึ้น

February 26th, 2010 VA No comments

“ทักษิณ”ขำศาลยึดทรัพย์จากมูลค่าหุ้นเพิ่ม ขอโทษลูก-เมีย แต่งดำไว้ทุกข์ความดื้อตัวเองอยากเล่นการเมือง ซัดอำมาตย์ไม่เกลียดคนทุจริตแต่ไม่ชอบคนป๊อปปูลาร์ ชี้”บิ๊กบัง”แค่หุ่นเชิด คนตั้งธงคนเดียวกับคนอุ้มรัฐบาล ยกโคลงศรีปราชญ์”ดาบนั้นคืนสนอง”

เมื่อเวลา 20.20 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีเพิล ชาแนล ภายหลังองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสั่งยึดทรัพย์ที่ได้จากเงินค่าขายหุ้นและเงินปันผลซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ตกเป็นของแผ่นดินโดยให้ยึดเฉพาะเงินค่าขายหุ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นหลังจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเงินปันผล จำนวน 46,373,687,454.74 บาท ว่า ทรัพย์สินที่สั่งยึดนั้นศาลอ้างเป็นราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นจากการเป็นนายกฯ ได้มาด้วยการใช้อำนาจมิชอบ คงขบขันกันทั้งโลก ว่า ตนเป็นนายกฯ ทำให้หุ้นขึ้น แต่หุ้นขึ้นทั้งตลาด

“เมื่อฟังศาลอ่านรู้สึกเหมือนครั้งพรรคไทยรักไทยถูกยุบ ตั้งแต่ก่อนปฏิวัติเล็กน้อย ศาลถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยผู้พิพากษามีกลุ่มที่เล่นการเมือง แต่วันนี้เล่นการเมือง100% เป็นการกล่าวหาผม” อดีตนายกฯ กล่าว

อดีตนายกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวานทำใจว่าโดนแน่ แต่จะโดนอย่างไร สรุปแล้วตนเป็นนายกฯ ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นไม่เห็นได้แบ่ง แต่บริษัทครอบครัวธุรกิจดีขึ้น มาบอกว่าตนโกงต้องยึดทรัพย์ มาบอกว่าตนเป็นนายกฯ มาโกงให้บริษัทตัวเอง แล้วหุ้นที่เหลือไม่ขึ้นหรือ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นแบงก์กรุงเทพฯ ยูคอม ทีพีไอ ยูคอม ไม่ขึ้นหรือ

“วันนี้ผมแต่งชุดดำผูกไทดำไว้ทุกข์ให้กับความดื้อของตัวเอง ทั้งที่คุณหญิงพจมาน (ดามาพงศ์ อดีตภริยา) กับลูกค้านไม่ให้เข้าการเมือง เขาบอกว่าชีวิตการเมืองวุ่น ให้ใช้ชีวิตเศรษฐีดีกว่า แต่ด้วยความเป็นนักเรียนนายร้อย แต่ลาออกมาประกอบธุรกิจ ก็มีความรู้สึกอยากทดแทนแผ่นดิน พ่อขอโทษด้วยนะลูกที่ดื้อ ทำให้ครอบครัวเดือดร้อน ผมเดือดร้อนคนเดียวไม่เป็นไร”

วันนี้การเมืองดุมากและใจดำ ขอให้ตนเป็นเหยื่อการเมืองคนสุดท้าย ถ้าเมื่อไรประเทศได้ประเทศชาติที่แท้จริงและมีระบบถ่วงดุลอย่างเหมาะสม คงไม่มีเหยื่ออย่างตนอีก แต่วันนี้ดุลทั้งหมดอยู่อำมาตย์ที่กดปุ่มสั่งการให้อำนาจหนึ่งเหนืออำนาจหนึ่ง

“กฎหมายไทยเหมือนเล่นติ๊ต่าง ถ้าเป็นพวกผม กฎหมายก็จะไม่ยุ่งกับคุณ ถ้าคุณไม่ใช่พวกผม กฎหมายเดินเร็ว ตีความให้คุณเดือดร้อน ขาดมาตรฐานสากลรุนแรง มีคนคนเดียวกระชากไทยถอยหลัง”

“ผมเป็นเหยื่อที่ไม่ได้รับความยุติธรรมที่สุด คิดว่าวันนี้ต้องขอโทษผู้พิพากษาที่มีอุดมการณ์ ไม่อยากเห็นสถาบันนี้ต้องกลายเป็นแบบนี้ ขอโทษจริงๆ ที่เขาต้องจัดการผมโดยใช้สถาบันท่าน หวังว่าทุกอย่างคงดีขึ้น ถ้าเขาได้ทำถึงที่สุดแล้ว ต้องขอโทษผู้พิพากษาด้วย”
 
อดีตนายกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เคยกราบบังคมทูลฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะไม่รับตำแหน่ง และเคยประกาศหน้าทำเนียบฯ เมื่อเดือน เม.ย. 2546 จะไม่ขอรับตำแหน่งนายกฯ ซึ่งตอนหลังก็มีการยกเลิกเลือกตั้งครั้งนั้น แต่กว่าจะประกาศเลือกตั้งใหม่ในเดือน ธ.ค. ถือนานมาก แต่ไม่ได้เลือกตั้ง เพราะรอไม่ไหว เกิดปฏิวัติเสียก่อน อย่างไรก็ตาม ก่อนการปฏิวัติก็มีความลอบฆ่าตนหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ

“ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดควาามเสียหายแก่รัฐ(คตส.) ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง ก็ไม่รู้ว่าได้เปอร์เซนต์หรือไม่ ถ้าได้ถือว่าร่วมกันปล้นทรัพย์ สนธิบัง (พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือคมช.) เป็นเพียงหุ่นเชิด แต่คนปักธงเป็นคนอุ้มรัฐบาล”
 
นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณเสื้อแดงที่ไม่มาชุมนุม ถ้าไม่เช่นนั้นอาจถูกกล่าวหาว่าทำทุกอย่างเพื่อตน ให้เป็นเรื่องของตนล้วนๆ เสื้อแดงอดทนต่อสู้ด้วยสันติให้ได้มาด้วยประชาธิปไตย ไม่เช่นนั้นประเทศจะต้องตกอยู่ในมืออำมาตย์ ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ไม่สามารถทำนายอนาคตได้

“พี่น้องสู้ต่อไปนะครับ อย่าท้อ ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย ไม่งั้นลูกหลานจะไม่มีอนาคต ต่างชาติไม่เชื่อมั่นประเทศไทย แต่ขอให้สู้ด้วยสันติ อย่าให้มีเหตุให้รัฐบาลหาเรื่อง”

ส่วนนักธุรกิจ บทเรียนวันนี้บอกอย่าเล่นการเมืองเลย เพราะนักธุรกิจมีนิสัยทะลุทะลวงอยากทำงานให้สำเร็จ คนละวัฒนธรรมกับนักการเมือง ถ้ามีอะไรเข้ามา อาจโดนยึดทรัพย์ ถ้ารักบ้านเมือง ขายให้เกลี้ยง อย่าเอาอะไรเข้ามา อำมาตย์ไม่รังเกียจคนทุจริต แต่อย่าป๊อปปูลาร์ (ได้รับเสียงนิยม) มาก ผมเป็นนายกฯ คนเดียวและคนแรก ได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 แต่อำมาตย์ไม่อยากเห็นรัฐบาลป๊อปปูลาร์
 
“ผมขอยืนยันว่าผมทำตามหน้าที่ดีที่สุด ไม่คิดโกงใคร ตอนเป็นเด็กยังไม่เคยลอกข้อสอบ นิสัยโกงไม่มีตั้งแต่เด็ก และไม่จำเป็นต้องโกงเพราะมีหลักทรัพย์มาก่อนเล่นการเมือง ฉะนั้นผมไม่มีความจำเป็นต้องโลภมาก วันนี้ใส่นาฬิกาครั้งละเรือนถ้าใส่หลายเรือนเขาจะหาว่าบ้า  ผมเป็นคนชอบกินก๋วยเตี๋ยวกินได้ทุกวัน ถ้ากินหูฉลามไม่สามารถกินได้ทุกมื้อ

วันนี้เขาว่าผมโกงมันเป็นเรื่องการเมืองทั้งนั้นคุณหญิงพจมาน ไม่เคยสอนลูกฟุ่มเฟือย ไม่มีความจำเป็นต้องไปคดบ้านโกงเมือง จึงเป็นที่มาของคนที่ดิ้นรนเข้ามาทำงานการเมือง ผมเป็นคนแรกที่ถูกยึดทรัพย์ส่วนตัวของครอบครัว เพื่อสังเวยการเมือง แน่นอนผู้ชนะ คือ ผู้เขียนประวัติศาสตร์ แต่วันนี้ผมยังไม่ชนะ ถ้าผมโกงอย่างที่เขาว่าขอให้มีอันเป็นไปใน 7 วัน10 วัน”

พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้ยกโครงสี่สุภาพบทหนึ่งของ “ศรีปราชญ์”กวีเอกของไทย ฝากไว้ว่า
 
ธรณีนี่นี้                   เป็นพยาน
เราก็ศิษย์มีอาจารย์    หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหาร    เราชอบ
เราบ่ผิดท่านมล้าง     ดาบนั้น คืนสนอง

“ผมจะแสวงหาความยุติไม่ว่าในนรก สวรรค์ ในประเทศหรือนอกประเทศ วันนี้ผมไม่ได้รับความยุติธรรม ผมจะแสวงหาความยุติธรรมต่อไป ขอให้ย้อนไปว่าตั้งแต่ผมทำงานมาเป็นอย่างไร ก่อนที่จะถูกปฏิวัติ มีการใช้สถาบันต่างๆจัดการการเมืองอย่างเป็นระบบอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นบ้านเราไม่ปกติ คนที่ต้องการและรักษาความยุติธรรมขอให้สู้ต่อไปสู้อย่างสันติ เพื่อประชาธิปไตยเฟื่องฟู  ขอให้เป็นบทเรียนที่ดี ผมเจ็บคนเดียวไม่เป็นไร ขอให้สิ่งที่เกิดกับผมวันนี้นำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตย  ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง น้ำใจของท่านยิ่งใหญ่นัก และผมขอโทษลูกๆอีกครั้งที่ผมดันทุรังเข้าสู่การเมือง ผมเสียใจครับ ” พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว

แม้ววิดีโอลิงก์ ยันสุจริต ขู่ฟ้องศาลโลก

February 22nd, 2010 VA No comments

“ทักษิณ” ไม่กังวลยึด 7.6 หมื่นล้าน ระบุนอนหลับสบาย เชื่อศาลยุติธรรมพอ ลั่นไม่ยอมถูกบี้ให้ตาย เปิดช่องพูดคุยนิรโทษกรรมความขัดแย้งจบ เชื่อปี 53 เปลี่ยนรัฐบาลแน่นอน…

เมื่อเวลา 20.30 น.วันที่  พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้วิดีโอลิงก์ เข้าร่วมรายการเสวนาทิศทางประเทศไทย 2553 โดยกล่าวว่า ความยุติธรรมของไทย ไม่มีมา 5 ปี แล้ว วันนี้ฟังบรรดาผู้ลงทุนต่างประเทศมาบ่นเรื่องโครงสร้างการทำธุรกิจแบบนอมินี ความจริงมีมานาน แต่มาวันนี้หลังจากที่จ้องเล่นตนเรื่องกุหลาบแก้ว จน กลายเป็นเรื่องยุ่งเยิงลงไม่ได้ นักลงทุนตั้งคำถามว่า วันนี้จะให้เป็นนอมินีหรือไม่จะเอาอย่างไร โครงสร้างภาษี จะเอาอย่างไร ยังบ่นอีกว่าการเมืองไทย วันนี้เล่นกันแรงลุกลามมาถึงระบบเศรษฐกิจ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เล่นเฉพาะการเมือง กับ ทหาร ซึ่งหากการเมืองไม่นิ่งการลงทุนหายไปแน่ ขณะนี้ จีดีพีอาจจะโตถึง 5 % แต่การลงทุนติดลบ ดัชนีผู้บริโภค แค่ 2% เท่านั้น เพราะรัฐบาลไม่มีความน่าเชื่อมั่น น่าเชื่อถือ

“กรณีรัฐบาลทำเมกกะโปรเจกต์ 1.43 ล้านล้านบาท ลอกผมมาทั้งนั้นแต่ตอนสมัยผมไม่ต้องกู้ นักลงทุน แต่รัฐบาลนี้ไม่มีศักยภาพเลยตต้องกู้” พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า ปัญหาบ้านเมืองวันนี้ เกิดเพราะต้องการจะจับหนูตัวเดียว แต่กลับเผาบ้านทั้งหลัง ต้องการจัดการคนคนเดียว ทำให้เศรษฐกิจพังทำลายกระบวนการยุติธรรม เหตุเกิดจากกติกาถูกละเมิด โดยผู้มีบารสูงคนเดียว โดยเริ่มจากการให้พรรคการเมืองบอยคอตการเลือกตั้ง ออกเดินสายให้ทหารปฏิวัติ ขับ กกต.ออกไป แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ให้ศาลยุบพรรคการเมือง นำคณะปฏิวัติเข้าเฝ้าฯ เป็นเพียงเพราะความโกรธตน ซึ่งไม่รู้ว่าโกรธเรื่องอะไร ความจริงตนเป็นคนพูดง่าย พูดกันตั้งแต่แรกก็จบ และทำด้วยความอยุติธรรม ทำได้ข้างเดียว ลำเอียงสุดๆ ไม่ว่าจะบีบอย่างไร ตนก็ไม่มีวันตาย รัฐบาลนี้เองพูดแต่เรื่องกฎหมาย แต่ไม่สนใจความยุติธรรม ปัญหาความวุ่นวายไม่จบแน่

ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเชื่อว่า ในปี 53 จะต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญ จะถอยหลังไม่ได้แล้ว เศรษฐกิจไทยก็ยังโตไม่พอที่จะแข่งขันกับคนอื่น DNA รัฐบาลนี้ เป็นนักการเมือง ไม่ใช่เศรษฐกิจ แม้ว่าจะเรียนจบมาทางเศรษฐศาสตร์ก็ตาม ปัญหาความขัดแย้งเรื่องเหลือง แดง ยังขัดแย้งรุนแรง ถ้ายังไม่สร้างความปรองดอง ดังนั้นคนที่แอบสั่งการข้างหลังให้เลิกได้แล้ว

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวด้วยว่า ถึงขณะนี้เหลืออีก 4 วัน จะยึดทรัพย์ของตนเองและครอบครัว ยังนอนหลับสบายดี ไม่อยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอยู่แล้ว มั่นใจผู้พิพากษาเป็นคนดี มีความยุติธรรม ตนเองและครอบครัวไม่ได้ทำอะไรผิด ทรัพย์สินที่มีก็มีมาก่อนดำรงตำแหน่ง แต่จะมากลั่นแกล้งกันรับไม่ได้ ส่วนจะเกิดความรุนแรงหรือไม่นั้น ไม่มั่นใจ เพราะคนที่รักตนมีมาก ที่เห็นความอยุติธรรม แต่เกรงว่า จะมีการส่งคนปลอมเข้ามาเหมือนกรณีพัทยา แต่ถ้ารัฐบาลใช้สันติก็ไม่มีอะไร ส่วนคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า หากตัดสินแล้วจะฟ้องศาลโลกไม่ได้ คนที่พูดไม่ได้เปิดตำราดู ความจริงมันมีช่องทางเป็นไปได้ และมีคนชาวมาเลเซียทำมาแล้ว ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียต้องจ่ายชดเชยให้หลายล้านเหรียญสหรัฐ

“ถ้าอยากให้เรื่องขัดแย้งในสังคมจบ ต้องมีการนิรโทษกรรม แล้วมาเริ่มต้นกันใหม่ เจ๊ากันหมด บ้านเมืองจะเป็นไปได้ดี แม้ที่ผ่านมาผมยอมรับว่าเจ็บมากกว่าคนอื่น แต่ผมเป็นคนอดทน ให้คุยกัน เพื่อเห็นแก่บ้านเมือง จะมาบี้กันให้ตายไม่มีใครยอมแน่นอน” พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว  

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวย้ำอีกว่า เชื่อแน่ว่าปี 53 รัฐบาล เปลี่ยนแน่ แต่ไม่รู้จะเป็นรูปแบบใด อาจจะมีรัฐบาลแห่งชาติ อาจจะยุบสภาฯเลือกตั้งใหม่ก็ได้ เปลี่ยนขั้วการเมืองก็ได้ ทักษิณ อาจกลับมาเป็นนายกรัฐมตรีก็ได้ เชื่อจะได้เก็บกระเป๋ากลับบ้านอย่างแน่นอน.

ทักษิณลั่นฟ้องศาลโลก

February 21st, 2010 VA No comments

 

“นพดล”ระบุ”ทักษิณ”จะออกแถลงการณ์26ก.พ.หลังรู้ผลตัดสินคดียึดทรัพย์ พร้อมเปิดให้สื่อใน-ต่างประเทศ สัมภาษณ์เต็มที่ “แม้ว”ประกาศหาช่องทางต่อสู้”คดียึดทรัพย์”ไว้แล้ว ซัดระบบยุติธรรม ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง

 “นพดล” เผย “ทักษิณ” จะออกแถลงการณ์วันที่ 26 ก.พ.
นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ว่า ก่อนการตัดสินคดียึดทรัพย์ อยากเรียกร้องไปยังคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ( คตส.) เจ้าของทฤษฎีวัวกินหญ้า หรือคนกินหญ้า นักวิชาการ และพรรคประชาธิปัตย์ หยุดออกมาปล่อยข่าวหรือพูดชี้นำสังคมได้แล้ว เพื่อรอให้ศาลตัดสิน อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่าไม่ว่าคำตัดสินจะเป็นบวกหรือลบ ก็จะมีมาตรการรองรับด้วยวิธีการสันติ อหิงสา และใช้สิทธิ์ตามที่กฎหมายเปิดช่องให้

ขณะที่เมื่อทราบคำตัดสินแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ จะออกแถลงการณ์เพื่อแสดงท่าทีในวันเดียวกัน และเตรียมจะให้สัมภาษณ์สื่อ ทั้งในและต่างประเทศที่ร้องขอมา ขณะที่ช่วงนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังจะออกอากาศรายการทอล์ค อะราวด์ เอดะ เวิล์ด ด้วย ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ มั่นใจว่าการตัดสินวันดังกล่าวจะไม่เกิดรุนแรง เพราะที่ผ่านมาการชุมนุมของคนเสื้อร้ายก็ไม่ปรากฏข่าว

ก่อนหน้านี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทวิตข้อความผ่านเว็บบล็อก Twitter.com ตอบคำถามแฟนคลับเกี่ยวกับคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านว่า “ถ้าเป็นจริง ต่อไปนี้ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจและนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต โดยยังไม่ได้พิสูจน์ ก็ถูกยึดทรัพย์ของตนเองและครอบครัวได้ สถาบันยุติธรรมไทยใช้เวลาสร้างมาหลายชั่วอายุคน แต่ถูกทำลายความน่าเชื่อถือลงอย่างรวดเร็ว เพราะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ผมเตรียมแนวทางการต่อสู้ไว้แล้วครับ อย่างที่ผมบอกไว้ว่า จะแสวงหาความยุติธรรมให้ถึงที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็จะหาจนเจอ” และ “กฎหมายเป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจให้เขียนขึ้นมาถ้าขาดมิติแห่งความยุติธรรมทั้งเนื้อหาและการบังคับใช้ก็จะเติมความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น”

 

รายงานการศึกษาวิจัยเรื่องโรคมะเร็ง

February 8th, 2010 VA No comments

นักวิจัยชั้นนำด้านโรคมะเร็งกล่าวว่า โรคนี้กำลังเป็นกันมากในประเทศกำลังพัฒนา และโรคมะเร็งหลายชนิด เกี่ยวโยงกับความยากจน ขณะเดียวกันสหภาพสากลต่อต้านโรคมะเร็งกล่าวว่า การใช้กลยุทธ์อย่างเช่นการฉีดวัคซีน และเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต จะสามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้หลายชนิด

ในโอกาสวันต่อต้านโรคมะเร็งแห่งโลก ตรงกับวันที่ 4 เดือนกุมภาพันธ์นี้ สหภาพสากลต่อต้านโรคมะเร็ง เริ่มการรณรงค์เพื่อให้เกิดความตระหนักมากยิ่งขึ้นว่า การติดเชื้อ 9 ชนิด สามารถทำให้คนเรา เป็นโรคมะเร็งได้

ทุกๆ ปี แพทย์ตรวจพบผู้ที่เป็นโรคมะเร็งรายใหม่ๆ ราว 12 ล้านราย สหภาพสากลต่อต้านโรคมะเร็งรายงานว่า ในหมู่ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งเหล่านั้น ราวร้อยละ 20 เกิดจากการติดเชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย และพยากรณ์ว่า ภายในปี พศ. 2563 ผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งรายใหม่ๆ นี้ จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าตัว ถ้าไม่มีการดำเนินงานเพื่อป้องกันการติดเชื้อดังกล่าว

ศาสตรจารย์ผู้หนึ่งกล่าวว่า โรคมะเร็งที่คนเป็นกันมาก 3 ชนิด คือมะเร็งตับ มะเร็งคอมดลูก และมะเร็งที่กระเพาะอาหารนั้น เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ทุกวันนี้เรามีวัคซีนบางชนิด อย่างเช่นวัคซีนป้องกันไวรัสที่ทำให้เป็นโรคตับอักเสบชนิดบี ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้พลโลกเป็นมะเร็งที่ตับ ปีละกว่า 5 แสนราย และว่าตอนนี้เราสามารถป้องกันมิให้คนเป็นมะเร็งที่คอมดลูกได้ อย่างน้อย 80% โดยการฉีดวัคซีนป้องกันเนื้องอกให้กับบรรดาเด็กหญิง

แต่มาตรการเหล่านี้ มีให้ใช้ในประเทศที่ร่ำรวยมั่งคั่งเท่านั้น เพราะมีผู้เข้าใจผิดคิดว่า มะเร็งเป็นโรคที่เกิดกับประชาชน ในประเทศร่ำรวยมั่งคั่